TH EN
ข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝาก
ระบบคุ้มครองเงินฝากของไทยและมาตรฐานสากล


 
     ระบบคุ้มครองเงินฝากของไทย

     ประเทศไทยเริ่มนำระบบคุ้มครองเงินฝากอย่างเต็มรูปแบบมาใช้ โดยการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สถาบัน) ขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 เพื่อคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน เสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน รวมทั้งชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต

     การคุ้มครองเงินฝากเป็นมาตรการสำคัญของรัฐเพื่อให้การคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนผู้ฝากเงิน โดยเฉพาะผู้ฝากรายย่อยที่เป็นผู้ฝากส่วนใหญ่ในระบบ ในกรณีที่สถาบันการเงินใดประสบปัญหาและถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินนั้นทุกรายจะได้รับเงินฝากคืนตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างรวดเร็ว สำหรับส่วนที่เกินวงเงินคุ้มครอง ผู้ฝากมีโอกาสได้รับเพิ่มเติมจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เมื่อมีการขายสินทรัพย์ในการชำระบัญชีสถาบันการเงินดังกล่าว
 
     นอกจากนี้ ระบบคุ้มครองเงินฝากของไทย ได้สร้างขึ้นมาตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสากล ซึ่งวงเงินคุ้มครองที่ระบุไว้ในกฎหมายอาจจะแตกต่างจากต่างประเทศตามความเหมาะสม แต่จะอยู่ในระดับที่สามารถครอบคลุมผู้ฝากเงินจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนผู้ฝากทั้งระบบ
 
     วงเงินคุ้มครอง

     การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2559 ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. .... เป็นการขยายระยะเวลาที่จะบังคับใช้วงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาท จากเดิมบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2559 เลื่อนเป็นตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปโดยมีการทยอยปรับวงเงินคุ้มครองเป็นลำดับขั้น ดังนี้


     การที่ประเทศไทยมีระบบคุ้มครองเงินฝากมีการกำหนดจำนวนวงเงินการจ่ายคืนผู้ฝากไว้ชัดเจน จะทำให้ผู้ฝากเงินมีความระมัดระวังในการฝากเงิน และให้ความสำคัญในการติดตามฐานะและผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการสร้างวินัยทางการเงิน รวมทั้งเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบสถาบันการเงิน ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม นอกจากนี้ วงเงินคุ้มครองที่กำหนดไว้จำนวน 1 ล้านบาท (มีผลบังคับใช้คือวันที่ 11 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป) ครอบคลุมจำนวนรายผู้ฝากได้กว่าร้อยละ 98 ของจำนวนผู้ฝากทั้งระบบให้ได้รับเงินฝากคืนหากมีสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต เป็นกลไกสำคัญในการดูแลผู้ฝากรายย่อยซึ่งเป็นผู้ฝากส่วนใหญ่ในระบบสถาบันการเงิน
 
 

     เงินฝากที่คุ้มครอง 
    
      สถาบันให้ความคุ้มครองเงินฝากสกุลเงินบาทของบัญชีเงินฝากภายในประเทศ ดังนี้ บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ สะสมทรัพย์ เผื่อเรียก หรือบัญชีเงินฝากในทำนองเดียวกันที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม บัญชีเงินฝากจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลา บัตรเงินฝาก ใบรับฝากเงิน และบัญชีเงินฝากที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นที่สถาบันการเงินรับฝากจากประชาชนหรือบุคคลใดโดยมีความผูกพันที่จะต้องจ่ายคืนแก่ผู้ฝาก
     ทั้งนี้ ไม่รวมเงินฝากในบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เงินฝากที่มีอนุพันธ์แฝง และเงินฝากระหว่างสถาบันการเงิน
 
     สถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครอง 
    
     ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำนวน 36 แห่ง อยู่ภายใต้ระบบคุ้มครองเงินฝากโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ดี หากต่อไปจะขยายความคุ้มครองไปยังธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ก็สามารถกระทำได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา 
 
     การติดตามฐานะและการดำเนินงานของสถาบันการเงิน
    
     สถาบันมีหน้าที่ติดตามฐานะและการดำเนินงานของสถาบันการเงิน โดยจะไม่ดำเนินการซ้ำซ้อนกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ทำหน้าที่หน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงิน ในการนี้ ธปท. และสถาบันสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงินระหว่างกัน อย่างไรก็ดี กฎหมายกำหนดให้สถาบันมีอำนาจสั่งการให้สถาบันการเงินยื่นรายงานลับได้เพื่อประโยชน์ในการติดตามฐานะและการดำเนินงาน และในกรณีที่สถาบันการเงินใดประสบปัญหาและ ธปท. สั่งควบคุม สถาบันจะเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้าร่วมเป็นกรรมการควบคุม
 
     การจ่ายคืนเงินฝาก
    
     เมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต กฎหมายกำหนดให้สถาบันประกาศให้ผู้ฝากมายื่นขอรับเงินภายใน 40 วัน นับแต่วันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต โดยผู้ฝากมีเวลาในการยื่นขอรับเงินภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศ ซึ่งสถาบันอาจขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน เมื่อผู้ฝากยื่นคำขอแล้วสถาบันต้องจ่ายเงินให้ผู้ฝากภายใน 30 วัน ซึ่งการที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาการจ่ายคืนผู้ฝากไว้อย่างชัดเจน ก็เพื่อให้ผู้ฝากเกิดความมั่นใจว่าหากสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาตแล้วจะได้รับเงินฝากคืนอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เมื่อจ่ายคืนผู้ฝากเงินแล้ว สถาบันจะเข้าสวมสิทธิของผู้ฝากเงินเพื่อขอรับชำระเงินคืนจากกองทรัพย์สินของสถาบันการเงินโดยจะมีบุริมสิทธิเหนือเจ้าหนี้สามัญอื่น
 
     การชำระบัญชี

     กฎหมายกำหนดให้สถาบันเป็นผู้ชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต โดยสถาบันจะเข้าจัดการสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันของสถาบันการเงินที่ถูกปิด เพื่อชำระหนี้แก่สถาบันสำหรับเงินที่จ่ายคืนผู้ฝากไปแล้ว หลังจ่ายคืนเงินแก่เจ้าหนี้อื่นในลำดับที่มีบุริมสิทธิเหนือกว่า และหากมีเงินเหลือสถาบันอาจนำเงินมาเฉลี่ยคืนให้แก่เจ้าหนี้สามัญซึ่งรวมถึงผู้ฝากที่มีเงินฝากในส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่ได้รับการคุ้มครองด้วย ก่อนที่สถาบันจะยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งให้สถาบันการเงินนั้นล้มละลาย
 
     เงินกองทุนคุ้มครองเงินฝาก

     เงินที่สถาบันนำมาใช้จ่ายคืนผู้ฝากเงินนั้น เป็นเงินที่สถาบันการเงินสมาชิกนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากตามอัตราที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่าอัตราดังกล่าวต้องไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปีของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองตามช่วงเวลาที่คณะกรรมการกำหนด ปัจจุบันกำหนดอัตราเงินนำส่งไว้ที่ร้อยละ 0.01 ต่อปี ทั้งนี้ หลังจากการชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว สถาบันจะได้รับชำระคืนสำหรับเงินที่จ่ายคืนผู้ฝากไปแล้ว ซึ่งจะส่งคืนเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก  

    มาตรฐานสากลของระบบคุ้มครองเงินฝาก

    วิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2551 ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของระบบประกันเงินฝากที่มีส่วนในการช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ไม่ให้รุนแรงมากเกินกว่าที่เป็น กล่าวคือ การที่ประเทศต่าง ๆ ได้นำมาตรการให้ความคุ้มครองผู้ฝากเงินเต็มจำนวนหรือมีการปรับเพิ่มวงเงินคุ้มครองเป็นการชั่วคราวเพื่อช่วยบรรเทาความตื่นตระหนกของประชาชนไม่ให้รีบเร่งไปถอนเงินจนสถาบันการเงินเกิดปัญหาสภาพคล่องลุกลามต่อเนื่อง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสถาบันการเงิน และเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของ
ระบบสถาบันการเงินในภาพรวม 
 
     ในช่วงกลางปี 2552 สมาคมสถาบันประกันเงินฝากระหว่างประเทศ (International Association of Deposit Insurers : IADI) และ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) ได้ร่วมกันจัดทำและเผยแพร่หลักการสำคัญของระบบประกันเงินฝากที่มีประสิทธิผล (Core Principles for Effective Deposit Insurance Systems : Core Principles) โดยพัฒนามาจากประสบการณ์จริงซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถาบันประกันเงินฝากในประเทศที่มีบริบทแตกต่างกันได้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานสากลให้สถาบันประกันเงินฝากในประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของระบบประกันเงินฝาก Core Principles นี้ ถือเป็นการวางหลักเกณฑ์มาตรฐานกลางของระบบประกันเงินฝาก เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางดำเนินการสำหรับประเทศที่ต้องการนำระบบประกันเงินฝากมาใช้ หรือประเทศที่ต้องการปรับปรุงระบบประกันเงินฝากของตนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ประเทศต่าง ๆ สามารถกำหนดรูปแบบการดำเนินงานของระบบประกันเงินฝากของตนให้แตกต่างจากหลักการสากลของระบบประกันเงินฝากได้ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินในแต่ละประเทศ
 
     อย่างไรก็ดี การที่ประเทศต่าง ๆ จะมีระบบประกันเงินฝากที่มีประสิทธิผลได้นั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบเบื้องต้นที่มีความสำคัญ 4 ประการ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของระบบประกันเงินฝาก ประกอบด้วย 
     1. การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างสม่ำเสมอ
     2. การดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาลของหน่วยงานในตาข่ายความมั่นคงทางการเงิน (Financial Safety Net)
     3. การมีระบบกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงินที่เข้มข้น
     4. การมีระบบกฎหมาย ระบบบัญชี และการเปิดเผยข้อมูลที่ดี
 
     Core Principles ซึ่งได้รับการอนุมัติและนำออกเผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2552 และได้รับการทบทวนปรับปรุงในเดือนพฤษภาคม 2559 จำแนกได้เป็น 16 หัวข้อ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ (คลิกที่นี่ เพื่ออ่านรายละเอียด)
 
 
 
หน้าหลัก ข้อมูลสำหรับผู้ฝากเงิน กฎหมาย ข้อมูลเผยแพร่
ข้อมูลองค์กร วงเงินคุ้มครอง พระราชบัญญัติ/พระราชกำหนด ผลการดำเนินงานของสถาบัน
บทบาท หน้าที่ รายชื่อสถาบันการเงินที่ได้รับการคุ้มครอง พระราชกฤษฏีกา

รายงานประจำปี

วิสัยทัศน์ & พันธกิจ ขั้นตอนการยื่นขอรับเงินของผู้ฝาก กฎกระทรวง งบการเงิน
ประวัติความเป็นมา ระบบคุ้มครองเงินฝากของไทยและมาตรฐานสากล คำสั่ง/หลักเกณฑ์ ข้อมูลสถาบันการเงินจาก ธปท.
คณะกรรมการ ถาม - ตอบ กฎหมายอื่นๆ สถิติสถาบันการเงินและรายการย่อแสดงสินทรัพย์ฯ
คณะอนุกรรมการ ข้อมูลสำหรับสถาบันการเงิน ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง รายการย่อแสดงสินทรัพย์ฯ
คณะผู้บริหาร การรับส่งข้อมูลรายผู้ฝาก กิจกรรม ข้อมูลสำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินจาก ธปท.
โครงสร้างองค์กร การจัดทำข้อมูลรายผู้ฝาก ข่าวสาร ทางลัดใช้บ่อย
การกำกับดูแลกิจการที่ดี การคำนวณเงินนำส่ง คลิปความรู้ออนไลน์ สมัครงาน
  การจัดทำข้อมูล DCD เรื่องน่ารู้ การคุ้มครองเงินฝาก จัดซื้อจัดจ้าง
  การนำส่งข้อมูลผ่านระบบรับและจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EFMS) สิ่งพิมพ์/เอกสารเผยแพร่ ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
ติดต่อสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
     Copyright 2016 - Deposit Protection Agency (DPA) สถาบันคุ้มครองเงินฝาก - All Right Reserved
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์